ร้อนยิ่งกว่า...(นรก) ภาค I

ร้อนยิ่งกว่า...(นรก) ภาค I

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ภาวะความร้อนแรงของธรรมชาติ และเชื้อไวรัสที่กัดกินคนจนกลายเป็นสัตว์ร้าย เหล่าผู้กล้าทั้ง 5 จะกอบกู้โลกกลับสู่ความสงบได้หรือไม่

ผู้เขียน kokokio007 ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ตอน กำเนิดกลุ่มวีรชนผู้กล้า

ร้อนยิ่งกว่า...(นรก) ภาค I 24 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 2010 ประเทศไทย “ ทำไมนะ วันนี้ร้อนผิดปกติ... ” ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังตัดแต่งต้นไม้อยู่หน้าบ้านตนเอง และมีรถประกาศโฆษณาผ่านมาใกล้ๆ “ ประกาศจากกระทรวงนายกรัฐมนตรี... ในปีนี้อุณหภูมิเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว... ขอประกาศ ณ ที่นี้ไว้ว่า ขอให้ประชาชนทุกคน โปรดอยู่แต่ในบ้าน อย่าใช้พาหนะที่ทำให้เพิ่มอุณหภูมิในอากาศ เช่น รถยนต์ แต่ถ้าหากผู้ใดไม่เชื่อฟัง จะถูกปรับ ขอบคุณครับ... ” .............................. ณ จ.เลย ที่มีภูเขาไฟที่เคยหยุดประทุมานานนับร้อย ๆ ปี ด้วยอุณหภูมิที่เริ่มสูงขึ้น ทำให้การประทุครั้งใหม่เริ่มร้อนแรง หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงถูกไฟเผาผลาญจนราบกอง ผู้คนถูกอพยพอย่างกะทันหัน “ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นี่... ทำไมไฟเริ่มรุกรานขนาดนี้หล่ะ... การทำข่าวของเราจะล้มเหลวนะคุณ แองจี้ ” หนุ่มวัยทำงานสะพายกระเป๋ากล้องเดินข้าง สาวสวยหน้าตาเหมือนดารา “ ฉันก็ไม่รู้ซิ ว่าจู่ๆ ปีนี้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปกติการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิมันแค่ 1-2 องศาต่อปีนะ แต่ตอนนี้มันต่อวัน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ” เมื่อพูดจบ เธอหันมองรอบข้าง... (เอ่อ ชาวบ้านที่เดินอยู่ข้างๆ มาอยู่ที่เดียวกันเหมือนเพื่อสอดรู้สอดเห็นอะไรบางอย่าง) “ นี่... พวกคุณมามุงฉันทำไมกันค่ะ ” “ ป่าวนะ ” และพวกชาวบ้านก็เริ่มแยกย้ายไป แต่สีหน้าของแองจี้เริ่มมึนงง .............................. แต่ ณ พื้นที่ที่ไกลออกไปจากภาคเหนือลงใต้มา นั่นคือ จ.นราธิวาส กลุ่มอาร์เคเคหยุดการก่อการร้ายลงแต่กลับมีโรคประหลาดที่ร้ายแรงเริ่มแพร่กระจายออกไปทั่วจังหวัดนราธิวาส “ สวัสดีค่ะ วันนี้มาเจอกับข่าวที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นนะค่ะ ที่ จ. เลย ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นจุดที่มีภูเขาไฟเยอะที่สุดในประเทศไทย ได้เกิดประทุอีกครั้งหนึ่งในรอบร้อยศตวรรษ ความร้อนของอุณหภูมิทำให้รอบข้างเริ่มถูกเผาผลาญ ทางกระทรวงกลาโหมได้สั่งการให้ทหารอพยพผู้คนนับแสนคนลงใต้มาค่ะ และเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งคือ ภาคใต้ที่ จ.นราธิวาส กลุ่มผู้ก่อการร้ายอาร์เคเคได้ล้มเลิกการก่อการร้ายโดยไม่มีเหตุผลในเมื่อวาน แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันคือ เกิดโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้น ประชาชนนับพันคนเข้าโรงพยาบาลรัฐและเอกชนอย่างกะทันหัน และนี่คือข่าวในวันนี้ค่ะ สวัสดีค่ะ ” เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี คนหนึ่งนั่งดูข่าวอยู่ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่กลางทุ่งข้าวโพด และส่ายหน้าอย่างสลดใจ “ ทำไมตอนนี้มีแต่งเรื่องที่ไม่เคยเกิดนะ... แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วนี่... อากาศก็ร้อนอบอ้าว... ” “ อ้าว... หลง... ลูกตื่นแล้วเหรอจ๊ะ วันนี้ลูกอยากทานอะไรจ๊ะ ” ป้าอายุ 70 ปี คนหนึ่งเดินลงมาจากบันได แล้วตรงเข้าห้องครัวอย่างเชื่องช้า เพราะการเจ็บขาของอาการโรคกระดูกพรุนของคนแก่ “ ไม่ครับแม่... คือวันนี้ผมกะจะออกไปในเมืองเพื่อหาเรื่องราวมาแต่งหนังสือต่อครับแม่ ” เด็กหนุ่มเปิดประตูไม้เก่าๆ ที่ผุๆ เดินออกนอกบ้านไป “ งั้นเหรอ... อย่างนี้ต้องฝากซื้อของด้วยนะ ” “ นมถั่วเหลืองผงอีกตามเคยนะแม่ ” เขาเปิดประตูรถกระบะเก่าๆ สีบอร์นโทรมๆ สนิมเครอะเต็มคันรถ แล้วหันกลับมาโบกมือให้กับป้าแก่ๆ คนนั้น “ จ้า... ฝากด้วยนะจ๊ะ ” ป้าแก่ยิ้มรับจากหน้าต่างห้องครัวที่สามารถมองเห็นได้ไม่ไกลนัก แล้วรถคันนั้นก็ออกไปอย่างช้าๆ ตามสภาพ... .............................. ฟูม... แปะ... ฟูม... เสียงไฟที่ร้อนระอุเคลื่อนที่เข้าสู่หมู่บ้านอย่างรวดเร็ว และไม่มีอะไรที่ยักยั้งมันได้ “ ค่ะ... นี่คือภาพจาก จ.เลย ค่ะ ตอนนี้ไฟได้ลุกลามเข้าสู่หมู่บ้านที่ใกล้เคียงค่ะ และควันที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟก็เริ่มมากขึ้นทุกทีค่ะ... ที่เห็นอยู่ในขณะนี้นะค่ะ คือลาวาที่ไหลผ่านแม่น้ำเลยค่ะ น้ำแห้งขอดทีเดียว ” ตูม... ภูเขาไฟเริ่มประทุอีกครั้ง ทำให้เศษหินร้อน และฝุ่นควันกระจายทั่วฟ้า ประชาชนวิ่งหนีไปจากจุดนั้นอย่างจ่าละหวั่น บางคนล้มอย่างไม่เป็นท่า บางคนก็ถูกเหยียบจนเสียชีวิต แต่นักข่าวที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็เห็นภาพที่งดงามและอันตราย “ มาร์ค... นายดูนั่น จับภาพไว้ได้ไหม... ” “ ชัดเจนเลยจ๊ะ คุณแม่แองจี้ ... โอ้... พระเจ้า ” การประทุของภูเขาไฟรุนแรงขึ้นจน พ่นลาวาที่อยู่ใต้เท้ากระจายออกมา พื้นเริ่มร้าวเป็นรอยขนาดใหญ่และยาว เหมือนเป็นแผลที่ถูกกรีดด้วยมีดบนร่างกายของโลก แกร๊ก... แกร๊ก... แกร๊ก... “ แองจี้วิ่ง... ” นักข่าววิ่งหนีจากการแยกตัวของผิวโลกที่เผยให้เห็นลาวา ต้นไม้ที่เคยงดงามเขียวขจีถูกเผาไม่เหลือซาก ลาวาเริ่มท่วมล้นออกนอกตลิ่ง แม่น้ำ “ มาร์ค... ฉันไม่ไหวแล้วนะ “ “ ไม่ไหวก็ต้องหนี...เพื่อชีวิตคู่ของเรา ” มาร์คตากล้องสุดหล่อเอื้อมมือให้กับแองจี้นักประกาศข่าวสุดสวย และแววตาของแองจี้ที่เคยท้อเริ่มประกายด้วยความหวัง เธอลุกขึ้นสู้เพื่อวิ่งหนีลาวาที่ไล่ตามหลังมา บูม... ลาวาท่วมไปทั่ว น้ำสีแดงฉานเหมือนเลือดเคลื่อนที่ราวกับกระสุนปืนที่มีความเร็วแสง มันเริ่มเผาผลาญไปทั่ว ภาพที่สามารถเห็นได้จากบนฟ้าก็เริ่มออกอากาศในทุกมุมโลก และทุกทั่วมุมโลกสั่นกระจายทั้งพายุเฮอร์ริเคน แผ่นดินไหว และสึนามิ บวกทวีคูณเรื่อยๆ ............................. “ หลง... ดูข่าวสิ ลาวาที่แดงฉานเผาผลาญไปทั่วทุกเขียวขจี... ฟ้าครามเริ่มถูกบดบังด้วยควันของเศษฝุ่นของหินร้อน... ” สาวน้อยสุดสวยคู่ใจของหลงพูดด้วยเสียงที่สั่นครอน “ เดียร์... คงอีกไม่นานเรื่องแบบนี้มันก็จะเกิดขึ้นในไม่ใกล้ของชีวิตเราแล้วนะ ” หลงโผเข้ากอดเดียร์แฟนสาวด้วยความกลัว น้ำตาสาวน้อยไหลเป็นทางเหมือนลาวาที่เผาผลาญในขณะนี้ที่ภาคเหนือ “ ค่อยๆ เดินนะครับ... ใจเย็นๆ นะครับ ทางทหารจะช่วยพาทุกคนออกจากพื้นที่อันตราย ” .............................. ทหารนับพันเข้าสู่พื้นที่ รถหุ้มเกาะวิ่งรอบเมือง “ ผู้กองชิน คุณช่วยอพยพประชาชนที่ไม่ติดเชื้อออกนอกพื้นที่อย่างรวดเร็ว... และทางเราจะปิดทางเข้าออกนี้ให้หมด และทิ้งไว้เฉพาะผู้ติดเชื้ออยู่ในนั้นแหละ... ” แสงส่องผ่านข้างกระจกเข้ามา เผยให้เห็นร่างลางๆ ที่นั่งอยู่บนโต๊ะนั่งของผู้บังคับบัญชาสูงส่ง “ ขอรับ... ” ผู้กองชินเป็นผู้ชายที่มีอุปนิสัยนิ่งๆ เงียบๆ ขรึมขรัง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อันตรายหรือเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน เขาก็จะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือ แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรจะพูดได้ เขาเข้าไปในหมู่บ้านที่ห่างจากรั้วกั้นประมาณ 3 กิโลเมตร “ น้า...น้าทหาร ช่วยยายผมด้วย ” เด็กชายน้อยๆ คนหนึ่งวิ่งออกมาจากกระท่อมหลังเล็กๆ ซึ่งด้านล่างใต้ทุนมีเล้าไก่อยู่ 2 หลัง ผู้กองได้ยินอย่างนี้รีบวิ่งขึ้นบนกระท่อมอย่างรีบร้อน แค่กๆๆ... ผู้กองชินเห็นยายคนนั้นถึงกับสะดุ้ง ซึ่งเบื้องหน้าเห็น ยายแก่ๆ นุ่งชุดอิสลามนอนราบกับพื้น สีผิวซีดเซียวผิดธรรมชาติ “ ยายครับ... ไม่ต้องห่วงนะครับ มีคนมาช่วยแล้วนะ ” “ หนู... มาหาน้าก่อน มันอันตรายนะ ” ผู้กองถึงกับหยิบปืนพกที่ติดอยู่ที่เอวมาชี้ต่อหน้ายายคนนั้น แต่เด็กชายกลับเห็นเช่นนั้น หันหน้ามากันไม่ให้ผู้กองได้ยิงอย่างแน่นอน แค่กๆๆ... “ น้าทหารจะทำอะไรอ่ะ... ยายหนูไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ทำไมต้องยิงด้วยหล่ะ ” เด็กน้อยร่ำไห้ต่อหน้าผู้กอง ซึ่งมีความมั่นใจว่า นั่นไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเด็กชายอยู่เข้าใกล้ยายคนนั้น แกร๊กๆๆ... ยายเริ่มลุกขึ้นยืนหลังเด็กชาย แววตาที่ไร้วิญญาณของคุณยาย หน้าซีดเหมือนกับคนตาย แง่ง... “ ยาย... น้า... นะ... ” กร๊อบๆๆ... ยายแก่จับเด็กน้อยขึ้นมากัดกินที่ต้นคอ เหมือนสัตว์ที่หิวโหยมานานนับชาติ เลือดสาดกระเด็นทั่วห้อง เด็กน้อยร้องครวญคลางอย่างเจ็บปวด ปังงงง... ผู้กองยิงลูกตระกั่วเข้าสู่กระหม่อมของยายแก่คนนั้น เลือดกระเด็น สมองกระจุยทั่วพื้น ร่างล้มดังคลืนจมกองเลือด “ ผู้กองชินครับ... ข้างในหมู่บ้านเกิดเรื่องแล้วครับ ” “ หา... อะไรนะ ” ผู้กองหันไปด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง แล้วรีบวิ่งผ่านหน้าระเบียงกระโดดลงสู่พื้นชั้นล่างอย่างกระทันหัน “ ผู้กอง... คือว่าที่ กุโบร์เกิดเรื่องแล้วครับ ” “ เรื่องอะไรหรือ ” ผู้กองมองหน้าลูกน้องด้วยแววตาที่ร้อนเดือด เลือดร้อนพุ่งทั่วร่างกาย “ ศพนะครับ... ” “ ศพอะไร...พูดสิ ” ผู้กองจับไหล่ลูกน้องด้วยความร้อนรน “ ศพฟื้นคืนชีพครับ... ” “ อะ... อะไรนะ ” ผู้กองถึงกับเข่าอ่อน ล้มนั่งลงบนพื้น และถนนที่อยู่เบื้องหน้าเริ่มกลับมาคึกคักดังเดิม ผู้คนวิ่งหนีตายอย่างมากมาย เสียงโหยหวน ความกระหายอย่างไม่ขาดสาย อ้ากกกกก.... ความเจ็บปวดทรมานหวนกลับมาราวกับว่าเกิดสงครามโลก จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนท่าทางประหลาดฝ่ากลุ่มหมอกที่หนาแน่น การเดินเชื่องช้าเหมือนกับหุ่นยนต์ เสียงกินเนื้อสดเหมือนกับถูกสาบด้วยความอาธรรณ์ “ ผู้กอง... นั่นมันอะไรกันนะ มาเป็นฝูงเลย ” ผู้กองยิ้มอย่างแสยะ “ นั่นหน่ะ... ทางโลกตะวันตกเรียกว่า ซอมบี้... มันมาถึงแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ของโลก นายรีบไปที่รั้วกั้นเถอะ เดี๋ยวผมตามไป ” ผู้กองลุกขึ้นอย่างสง่างาม วิ่งฝ่าหมอกเข้าไป ยิงกราดเข้าไปยังฝูงผีดิบกินเนื้อสดราวกับว่าเป็นของเล่น ส่วนผีดิบเห็นเนื้อสดอยู่ตรงหน้า รีบเร่งฝีเท้าอย่างเร่งรีบ หมอกเริ่มปิดบังเงาของผู้กอง ลูกน้องตะโกนไป “ ผู้กองชิน ” และเสียงที่รอดออกมาจากหมอก “ กลับไปที่รั้วกั้นเดี๋ยวนี้ซะ... ” .................... หลงนั่งดูสถานการณ์ในร้านกาแฟกับเดียร์อย่างตั้งใจ จู่ๆ ก็มีชายอ้วนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาทัก “ หลง... นายเขียนนิยายเรื่องก่อนหน้านี้มันกลายเป็นจริงแล้วนะ ” หลงหันหน้ามองชายคนนั้น “ เรื่องที่เกี่ยวผันกับซอมบี้หน่ะหรอ... ” ชายอ้วนพยักหน้า... “ นัด... ผมว่านายพาพวกเราไปยังสถานีโทรทัศน์ของหาดใหญ่ดีกว่า ผมมีธุระด่วน ” และข่าวที่อยู่ในโทรทัศน์บนเพดานเริ่มเผยภาพสถานการณ์ในนราธิวาส กลุ่มผีดิบเข้าโจมตีทหาร และเข้าสู่ถนนหลักที่เชื่อมไปยังเมืองหลวงของประเทศไทย (ประมาณระยะทาง 1,500 กิโลเมตร) บรืน... นัดขับรถคันโปรดของตนเอง (ก็คือรถตู้ VW สีฟ้า) บรรทุกด้วยคู่รัก 1 คู่ซึ่งนั่งซีเรียสอยู่แถวหลัง “ หลง... ผมว่านะ นายน่าจะบอกความจริงกับทุกๆ คนได้รับรู้เลยดีกว่านะ... ” นัดมองกระจกส่องหลัง เพื่อดูสีหน้าของหลง “ จะบ้าหรือ... นัด นายฟังนะ... ” เดียร์บีบแขนหลง แล้วทำสีหน้าที่ตึงเคลียด “ หลง...เค้าว่าตัวเองปิดบังอะไรเค้าอยู่นะ... ” นัดรีบเหยียบเบรคอย่างกระทันหัน แล้วชี้ไปข้างหน้า “ จะเบรคทำแปะหรอนัด ” “ นายดูสิ ” หลงถึงกับตะลึงเมื่อเห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้า “ อะไรกันนี่... ” “ หลง... เกิดอะไรหรอตัวเอง... ” หลงลงจากรถถึงกับตาเหลือกราวกับเห็นผีอะไรอย่างนั้นเลย เพราะฉากที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือ หาดใหญ่ทั้งเมืองถึงกับพินาทย่อยยับไปกับ การแยกของพื้นดิน เดียร์กอดแขนหลงอย่างหน้าสลดหดหู่ นัดลงมาจากรถแล้วเดินไปดูถนนที่ถูกแยกออกจากกัน เว่อร์... “ ระวังหน่อยสินัด... ” หลงรั้งชายอ้วนไว้ได้ทันกาล “ เหวลึกน่าดูเลยเนอะ... ” นัดพูดอย่างเสียงสั่นด้วยความตกใจ แล้วเสียงวิทยุบนรถก็ดังขึ้น “ ขณะนี้ทางวิทยุสื่อสารที่หาดใหญ่ไม่สามารถใช้ได้... และที่ได้ฟังอยู่ ณ ขณะนี้คือ สถานีส่งตรงมาจากกรุงเทพ ซึ่งทางเราได้ข่าวว่า มีการแผ่นดินไหว 7.5 ริตเตอร์ในใจกลางหาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ ผ่าเส้นศูนย์กลางประมาณ 150 เมตร... ” แล้วนัดก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความตกใจ เฮ้ย... “ เป็นอะไรของไหนหล่ะนัด... ” “ นั่นมัน... ศพเดินได้นี่ ” ทุกคนต่างก็ตกตลึงไปทั่วๆ กัน เมื่อจู่ๆ ศพลุกขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางคนแขนขาดไปยังไร้ความรู้สึก ความเชื่องช้า แววตาที่ไร้วิญญาณและสิ่งมีชีวิต เสียงอ้ำอึ้งที่อยู่ในลำคอ ความหิวโหยที่ไม่มีวันหมดสิ้น มันเริ่มคืบคลานเข้ามา... “ หลง... นายรู้จักพวกนี้ดีไม่ใช่หรือ... งั้น... ” นัดหันหลังกลับเพื่อที่จะขึ้นรถคันโปรด แต่แล้วต้องหยุดชะงัก “ หลง... ข้างหลังพวกเรา ” “ อะไรหรือ... ” หลงและเดียร์หันหลังมาถึงกับตาเหลือก... เมื่อเงาขนาดใหญ่เริ่มเข้าใกล้ตัวพวกเขาเรื่อยๆ และ... ฟิ้ว... เสียงลมพัดกระหน่ำโหยหวนขึ้น ฝุ่นทรายกระจายไปทั่วสารทิศ เมื่อทั้งเมืองอยู่ภายใต้ความกรหน... .............................. การอพยพเป็นไปด้วยดี และการเคลื่อนย้ายเริ่มแน่นด้วยอากาศที่เป็นพิษ การหายใจเริ่มติดขัด และความมืดที่โดนกลุ่มควันขนาดมหึมาบดบังดวงอาทิตย์ อุณหภูมิที่อยู่ห่างจากความร้อนเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ขี้เถ่าเริ่มโปรยลงมาเหมือนหิมะ บรืน... รถขนย้ายนับร้อยๆ คันเริ่มเคลื่อนที่ออกไปยังเมืองหลวง พับๆๆๆๆ... เฮร์ลิคอปเตอร์บินเหนือน่านฟ้านับร้อยๆ รำเหมือนฝูงแมงปอขนาดยักษ์ที่ดังสะนั่นปฐพี นักข่าว 2 คนถึงกับนั่งทรุดลงข้างต้นไม้ใหญ่ มือทั้ง 2 ข้างกุมกันอย่างแน่น เมื่อในประเทศไทยเกิดความวุ่นวายสับสน มนุษยชาติต้องจมใต้อำนาจภัยธรรมชาติ เสียงทั่วโลกดังกังวานด้วยความทรมาน รุมเล้าด้วยโชคประหลาดที่สามารถทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ “ แองจี้... ถ้าเธอตาย ผมก็ไม่รู้จะอยู่เพื่อใคร... ” “ มาร์ค... นายอย่าพูดอย่างนั้นสิ เพราะตอนนี้เรายังได้เห็นหน้าอยู่นี่... และที่นี่ก็เป็นที่ที่เราพบกันครั้งแรกด้วย... อย่ามาทำให้เสียสิ ” แองจี้กุมมือมาร์คไว้อย่างแน่น “ สงสัยว่าผมคงไม่รอดแน่... ” “ อย่าพูดอย่างนั้นสิ... นายเจ็บที่ขาไม่ใช่หรือ... มันไกลหัวใจนะ ดูชาวบ้านพวกนี้สิ ยังต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดนี่ นายก็เช่นกันนะ มาร์ค ” แองจี้ก้มไปหอมแก้มมาร์คด้วยความอบอุ่น แววตาที่ตกอยู่ภาวะความท้อเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น มาร์คลุกขึ้นมาชูมือแล้วตะโกน “ ผมจะสู้ให้ถึงที่สุด... ” “ นี่คุณ... จะบ้าหรอ... จู่ๆ ลุกขึ้นมาตะโกน... คนจะนอนตกใจหมด... ” ชาวบ้านที่นอนอยู่ข้างๆ หันมาต่อว่ามาร์ค แต่มาร์คก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แล้วหันมายิ้มให้กับแองจี้ ทั้งที่ที่ขายังพันกับผ้าพันแผลอยู่ .............................. “ แฮ่ก ๆๆๆๆ ” ผู้กองชินลุกขึ้นมาจากกองศพที่ทับตัวเขา เขายืนขึ้นหันมองรอบพื้นที่ หมอกจางลงอย่างรวดเร็วทำวิสัยทัศน์มองเห็นได้ทั่ว สภาพของหมู่บ้านที่เละเทะ ไม่เหลือชิ้นดี กระจกที่แตกกระจายทั่วพื้นดิน รถที่เปรอะไปด้วยเลือด อากาศที่มีแต่กลิ่นคาวเลือด พื้นที่แดงฉานไปด้วยเหลือ ทำให้ผู้กองชินหวนคิดถึงเรื่องที่ควรจะลืม (“ หยุดนะ... ปล่อยผมเดี๋ยวนี้ ”  ภาพความทรงจำเข้ามาในสายตาผู้กอง ร่างของชายที่เขารู้จักกำลังล้มลงจมกองเลือดที่มี ผีดิบมากัดแทะกินเนื้อบนร่างชายคนนั้น...) “ อย่า... ปล่อย... หา... ” เมื่อผู้กองชินรู้สึกตัว เขามองดูที่ฝ่ามือซึ่งมือถุงมือทหารเปรอะเลือดของผีดิบอยู่ เขาเริ่มร่ำไห้ออกมา “ ฮือๆๆ... พ่อ ” .............................. 9 มิถุนายน ค.ศ. 2010 ผู้กองชินยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้น ซึ่งต้องเผชิญกับผีดิบนับร้อย ซึ่งอยู่ใต้เท้าเขา เพราะตอนนี้เขาใช้ชีวิตเหมือนลิงที่ปีนป่ายไปตามต้นไม้ใหญ่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาเห็นโกดังร้างแห่งหนึ่ง พรึบ... เขาหยิบกล้องส่องทางไกลที่พกมาด้วย “ พวกตัวเหม็นนี่มันเยอะจริงๆ ... เราจะเข้าไปยังไงดีนะ ” แหวะ... ผีดิบมีอาการคลื่นไส้ บางตัวก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดสีดำๆ เป็นก้อนๆ บางตัวก็พ้นสารบางอย่างที่มีกรดสูง และบางตัวก็เริ่มลอกเลียนการเป็นอยู่ของชีวิตเดิม “ พวกมันมีการพัฒนาด้วย... โดยที่เราไม่รู้ตัว ” “ ผู้กองชิน... แฮ่กๆๆๆ ” ผู้กองหันไปตามเสียงที่แว่วมา ถึงกับสะดุ้งตกใจ “ แม็กซ์... นายรอดมาได้หรือนี่ ” “ แหม... แค่นี้จิ๊บจ๊อยครับ ” ลูกน้องยิ้มเล็กยิ้มน้อย แต่ก็รู้สึกได้ว่าต้นไม้ของพวกเขาทำไมเริ่มสั่นไหว แฮ่... ผู้กองมองลงไปถึงกับเหงื่อตก ผีดิบได้ยินเสียงที่พวกเขาคุยกัน และพยายามที่จะปีนขึ้นมา “ ผู้กอง... ผมมีระเบิดไฟ รับไว้นะ ” “ อย่าเลย เพราะถ้าเกิดว่าเราทิ้งระเบิด... มีหวังตายกันแน่ ” ทหารฝึกหัดทำหน้ามึนงง “ ยังไงหล่ะครับ... ” “ ถ้าเกิดว่าทิ้งระเบิดไป ต้นไม้ก็จะหัก และพวกเราก็จะตกลงไป... มีหวังไส้จะอยู่ในท้องพวกมันแน่... ” ปังงงง... แฮ่... และเสียงปืนก็เงียบไป ฝูงผีดิบเริ่มทยอยกันหายไป แต่ เอะ... มันเป็นเสียงอะไรกันแน่นะ มีผู้รอดชีวิตด้วยหรือ พวกเขาต่างก็สงสัย ตูม... “ ระเบิดนี่... ” ตุบ... ตับ... ตุบ... ตับ... ชิ้นส่วนของมนุษย์กระจัดกระจาย กลิ่นเน่าเหม็นตลบอบอวล ตามด้วยเสียงรถขนาดใหญ่... บรืน... “ ผู้รอดชีวิตที่อยุ่บนต้นไม้... พวกคุณสามารถลงมาได้แล้วครับ ” รถบัสดัดแปลงด้วยเหล็กกล้านับร้อยๆ ชิ้นประกบกันจนเป็นรถหุ้มเกราะขนาดพิเศษ เผยโฉมอยู่เบื้องหน้า ทหารฝึกหัดและผู้กองลงจากต้นไม้แล้ววิ่งไปยังรถคันนั้น ครืด... ประตูเลื่อนถูกเปิดออก ร่างชายหนุ่มเดินก้าวเท้าออกมาพร้อมกับคู่หูตัวดำอีก 1 คน “ สวัสดีพลทหาร... อยู่ที่นี่นานแล้วซินะ ดูท่าทางไม่กลัวเลยนะ... ผมชื่อหลง ... ส่วนคนนี้คู่หูผมครับ ชื่อ โถ่ปัด ครับ ” “ สวัสดี... ” หนุ่มตัวดำสำเนียงใต้ยิ้มให้กับผู้กองและทหารฝึกหัด “ ผมผู้กองชินครับ... ” “ กระผมทหารฝึกหัด กองร้อยที่ 3 แม็กซ์ ครับ... ” สองทหารทำความเคารพด้วยความเข้มแข็ง แฮ่... และแล้วผีดิบก็เริ่มปรากฏตัวอีกครั้ง ล้อมรอบพวกเขา “ อย่ารอช้าอยู่... รีบขึ้นมา... ” หลงผลัก 2 ทหารและคู่หูขึ้นบนรถก่อนยิงกราดใส่พวกผีดิบแล้วขึ้นตามไป... ครืด... หลงปิดประตูรถล๊อคไว้อย่างแน่นหนา และข้างในนั้น ผู้กองเห็นถึงกับอึ้ง มีห้องกระจกนิรภัยอย่างดีที่ข้างในมีป้าแก่ๆ คนหนึ่ง และเดินก้าวเท้าไปยังที่นั่ง เห็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมอยู่ในตัวถังรถ ตึง... ผู้กองชินนั่งทำหน้าสงสัย “ เอ่อ... ทำไมเทคโนโลยีบนรถคันนี้สุดยอดมากเลย... เหมือนในหนังเลย ” “ อ๋อ... เอ่อ... คือผมหน่ะ มีกองทัพนับ สิบคนนะครับ ร่วมกันสร้างคันนี้ขึ้นมา... ” “ งั้นเหรอ... ” และต่อหน้าผู้กองก็มีร่างชายหนุ่ม ชายแก่นับสิบมายืน “ สวัสดีครับ ” หลงก็เริ่มแนะนำให้กับผู้กองชินได้รู้จักและหน้าที่ของแต่ละคน “ คนนี้ชื่อ เดียร์นะครับ แฟนผมเอง ส่วนทางซ้ายมือนี่คือช่างนะครับ ชื่อ ลุงลุย คนขวามือคือนักวิทยาศาสตร์ที่ห่วยที่สุดในประเทศไทย ชื่อ มีน และคนแคระ...เอ้ย... ” “ อย่าเรียกข้าว่าคนแคระซิ อายเขา ” ลุงแก่ๆ เตี้ยๆ คนหนึ่งเดินฝ่ากลางวงเข้ามาทักทาย “ ผมชื่อ เวน ครับ เป็นมือปืน... ” “ คนขับรถคือ นัด เพื่อนผม คนที่นั่งข้างๆ คือพี่ชายชื่อ แนะ ครับ ” ผู้กองหันไปมองในตู้กระจกนิรภัย... “ อ๋อ... คนนั้นคือแม่ผมนะครับ... ” “ นายทำไมถึงขังเธอข้างในนั้นหล่ะ... น่าสงสารแกจัง ” “ คือ... ระหว่างการเดินทาง และการหาผู้รอดชีวิต เธอถูกกัดเข้าไปที่แขน... ตอนนี้เชื้อกำลังแพร่พันธุ์ และกลายพันธุ์ในร่างกายเธอ ผมก็เลยจำใจต้องสร้างห้องขังเพื่อความปลอดภัยของชีวิตทุกคน ” ตึง... ผู้กองชินถึงกับลุกขึ้นกระชากปกคอเสื้อหลงไปกระแทกกับคอมพิวเตอร์ข้างหลัง “ เฮ้ย... ” เพื่อนๆ ที่หลงช่วยเอาไว้ ชักกระบอกปืนชี้ไปยังตัวผู้กองชิน และแม็กซ์ก็หยิบปืนขึ้นมาขู่พวกเขา “ พวกแกคิดจะทำอะไรกัน... ” “ ทุกคนเอาปืนลงเถอะ... ไม่มีอะไรหรอก ” ทุกคนได้ยินคำพูดที่หลงพูดถึงกับตลึง ค่อยๆ ยกปืนลง “ หลง... นายทำไมถึงได้เก็บซอมบี้ในรถนี้อีก... ที่ผ่านมายังไม่พอหรือไง... นายก็รู้ ” ทุกคนยืนและทำหน้าแบบมึนงง .............................. “ แองจี้... นี่ครับกาแฟ ” “ ขอบใจนะมาร์ค... ” นักข่าว 2 คนนั้นได้กลับมายังเมืองหลวง ก็คือ ที่กรุงเทพมหานคร ของประเทศไทยนั่นเอง “ มาร์ค... ” แองจี้นั่งก้มหน้าสีหน้าตึงเคลียด... มาร์คหันหน้ามาทำหน้าสงสัย “ มีอะไรหรอแองจี้... ” “ ฉันกลัวนะ... ฉันกลัวน้องชายฉันจะมีอันตรายนะ ” “ อ๋อ... ” มาร์คเข้ากอดแองจี้อย่างขรึมขรัง... “ ชินนะ... ปลอดภัยแน่นอน เชื่อผมสิ... เราต้องมีศรัทธานะ เหมือนที่คุณเคยพูดกับผมไง ” สาวน้อยร้องไห้ออกมา หันกลับไปกอดแฟนหนุ่มร่างกำยำ... และโทรทัศน์ก็เริ่มแพร่ภาพอีกครั้ง “ นี่คือภาพเหตุการณ์ใน จ.เลยค่ะ ภูเขาไฟได้หยุดการประทุแล้ว แต่ลาวายังคงไหลเชี่ยวเหมือนเดิม รอบข้างถูกเผาเกรียม และเป็นที่น่าห่วงของการสัญจรบนอากาศ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นสภาพพื้นดินได้เลย... และภาพที่เห็นอยู่ขณะนี้คือ ทะเลสาบลาวา ที่ไหลมาจากแม่น้ำเลย และท่วมออกนอกตลิ่งนับ สิบกิโลเมตร... ข่าวจากทางภาคใต้ ทางมาเลเซียได้ส่งทหารมาเพื่ออพยพชาวไทยหนีเชื้อมรณะที่แพร่อย่างรวดเร็ว... ภาพที่เห็นอยู่ขณะนี้คือผู้ที่หนีตายจากผีดิบที่กินเนื้อสดค่ะ... ” ทุกคนที่สนใจกับข่าวถึงกับอึ้ง นั่งตึงบนเก้าอี้โซฟาในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ... แองจี้ถึงกับเป็นลมไปเลย... “ แองจี้... แองจี้... หมอครับ... ” หมอคนหนึ่งเดินมาแล้วหันมาสนใจกับสภาพอาการของแองจี้ .............................. ชายร่างกำยำยืนมองสถารการณ์อยู่หน้าระเบียงห้องพักผู้ป่วย แต่ทว่า ภายนอกอาคารมีแต่ความวุ่นวาย ผู้คนนับพันนับหมื่นวิ่งหนีอะไรบางอย่าง “ โลกเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ... ” ครืด... มาร์คปิดประตูกระจกเลื่อนเข้ามาในห้องพัก เขากำมือแองจี้ด้วยความท้อแท้ “ มาร์ค... นายอยู่ข้างๆ ฉันนะ อย่าหนีไปไหนนะ... ” “ เอ๋... ละเมอหรอ... ” มาร์คนั่งอึ้งที่เห็นคนที่เขารักอยู่ในสภาพความทรมาน .................... บรืน... รถคันใหญ่ยักษ์กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ฝ่าฝูงผีดิบกินเนื้อสดนับแสนๆ ผัวะ... ผัวะ... ผัวะ... “ ชนมันให้เกรี้ยงเลย... นัด ” ชายอ้วนหันมายิ้ม “ เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ... ทำไมผีดิบมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมนะ... ” “ ซอมบี้เวลามันกัด มันจะดึงจนเนื้อฉีก... โดยเฉพาะเนื้อสดๆ และผู้ที่ถูกกัดมันจะกลายพันธุ์เป็นซอมบี้... เพราะเชื้อของมันรุนแรงเหลือร้าย... ” ผู้กองชินนั่งขรึมขรัง อยู่บนเก้าอี้ที่หุ้มด้วยหนังสีดำ ดูแล้วเหมือนในบรรยากาศที่เงียบขรึม ทุกคนต่างหันมามองผู้กองชินอย่างใจจดใจจ่อ... “ ผู้กองพูดอะไรกันแน่... ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย... ” มือปืนแคระเดินแหวกกลุ่มคนที่ยืนงง “ ปีนี้เป็นปีที่แย่ที่สุด... อุณหภูมิเพิ่มอย่างรวดเร็ว... ทำให้ความวุ่นวายในเมืองหลวงวอดวายกันไป ” “ อะไรกัน... ยิ่งพูดยิ่งงง ” .............................. 19 มิถุนายน ค.ศ. 2010 กรุงเทพมหานคร ความหวั่นวิตกของประชาชน ความวุ่นวายไปทั่วกรุง เสียงร้องหวยหวนของคนที่กลัวความตาย... อากาศเริ่มร้อนระอุขึ้นทุกวินาที น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดพายุหมุนเฮอร์ริเคนในเมือง พังทลายเมืองจนย่อยยับ... “ มาร์ค... ดูนั่นสิ ” สาวสวยชี้ให้แฟนหนุ่มดูสภาพทางอากาศ... ผู้คนวิ่งผ่านหน้าบ้านด้วยหน้าตาตื่นตระหนก “ แองจี้... เรารีบขึ้นรถเถอะ... ” ทั้งคู่ต่างก็ขึ้นรถอย่างรวดเร็ว... บรืน... “ นี่มันทางไปสภาไม่ใช่หรือมาร์ค ”

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา