บุหลันดั้นเมฆ compact

บุหลันดั้นเมฆ compact

นักเขียนหนุ่มใหญ่เลื่องชื่อผู้ใช้ชีวิตกับงานเขียนและวิจารณ์งานเขียนสาบสูญไปยังโลกอื่นซึ่งอีกโลกหนึ่งเป็นวัฒนธรรมที่แปรปรวนและนักเขียนพบว่าตัวเองเป็นผู้ครองแผ่นดิน โปรดติดตาม

ผู้เขียน จตุบทจูไลน์ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

มัมมี่ผ้าสีคราม

"อา ยามเช้า"

คุณหลวงศศินตื่นนอนอย่างสดชื่น เขาไม่อยากจะเชื่อความเป็นไปของตัวเองเลยที่เขาจะกลับมามีร่างกายที่แข็งแรงตามวัยหนุ่มอายุสามสิบอีกครั้ง เขาก็หันหัวไปทางหนึ่ง กว่าจะนึกได้ว่านี่มันโลกยุคเก่าไม่มีนาฬิกาบอกเวลา คุณหลวงศศินก็คิดถึงโลกเดิมของแก แกไม่ได้เจอครอบครัวอีกแล้ว แต่เรื่องราวในโลกเดิมนั้นที่จำได้เรื่องหนึ่ง เรื่องนักเขียนหนุ่มปริศนาที่อ้างว่านักเขียนเลื่องชื่อเป็นพ่อคืออะไร ถ้าไม่สลัดความคิดนี้ก็ประสาทกินได้ ก็ไม่ควรคิดมาก

นอกจากห้องบรรทมที่คุณหลวงใช้ บริเวณชั้นล่างมีบริพารจำนวนมากที่ต้องวิ่งไปเดินมากับภารกิจประจำพระราชวังหินอ่อน ฝ่ายบุรุษทำหน้าที่แบบโยธา ฝ่ายสตรีก็งานบ้านเรือน ไม่รู้แน่ชัดว่าเพศไหนจะออกแรงเหนื่อยกว่ากันแต่คุณหลวงศศินร่างกายแข็งแรงดีมีอำนาจก็อยู่เฉยๆ แต่ยังไงก็ไม่ชินกับความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ คุณหลวงหรือป๋าวิชัยเอาแต่อ่าน เอาแต่จินตนาการสร้างเรื่องราว

วันนี้ปราชญ์ประจำหมู่บ้านได้เข้าวังมาเฝ้าหน้าประตู ชุดนักปราชญ์ผ้าขาวแบบอารยธรรมกรีกเป็นที่สะดุดสายตาผู้คนที่มีวัฒนธรรมไทย หญิงไทยผู้ดูแลให้ปราชญ์รอข้างหน้าห้องก่อน ประตูได้เปิดออกมา

"อรุณสวัสดิ์ครับ" ปราชญ์ยืนทักทายคุณหลวง ถ้าวันนี้ไม่มีธุระอะไรก็อยู่บ้านกินขนมบุหลันดั้นเมฆ ช่วยทำมาค้าขายและสอนหนังสือ ตอนนี้มาธุระเรื่องชาวบ้านกำลังลำบาก

แต่ป๋าวิชัยยังมีสีหน้าที่ไม่อยากรับผิดชอบที่จะทำอะไร แกขอให้ปราชญ์คิดเรื่องตัวเองว่าเป็นปราชญ์ประจำหมู่บ้านมีปัญญาก็ลองใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาสิ ปล่อยให้ข้าพเจ้าทำงานเขียนต่อไป เมื่อป๋าแกหมดเรื่องคุยจะกลับเข้าห้องก็ถูกปราชญ์ดึงแขนรั้งไว้

สิ่งที่ปราชญ์ไม่ยอมจากไปคือขอดูผลงานประพันธ์ของคุณหลวงศศิน "เรื่องงานประพันธ์ของท่านเป็นยังไง" ปราชญ์พูด และหญิงไทยผู้เฝ้าดูแลส่งสารทางมือว่ารอสักประเดี๋ยว ให้คุณหลวงเข้าห้อง หยิบกระดาษโบราณที่มีหลายแผ่น

"จากเมื่อวานที่ข้าพเจ้าได้รับประทานขนม ข้าพเจ้าเขียนเรื่องบุหลันดั้นเมฆไว้" คุณหลวงศศินเพ่งมองดูกระดาษโบราณที่ใช้ทำงานเขียนและพอจะสรุปใจความได้ว่า "หมู้บ้านเล็กๆ อันเลื่องชื่อหลายครอบครัวทำธุรกิจขายขนมหวาน อาจจะมีอาหารคาวบ้าง หมู้บ้านได้รับการตั้งชื่อว่าบุหลันดั้นเมฆ เรื่องความยากจนของหมู่บ้านต่างทำให้ประชาชนใช้ความเชื่อจากการทำขนมที่เขาว่ากันว่าทำกันในวังชื่อบุหลันดั้นเมฆ ชาวหมู่บ้านต่างทำขนมชนิดนี้เป็นขนมเสี่ยงทาย แต่เรื่องราวนี้กลับตาลปัตร เมื่อทุกครัวเรือนได้สีเหลืองสวยงาม ซึ่งเขาลือว่าชีวิตการทำงานจะดี ทุกครัวเรือนจึงจบลงด้วยเศรษฐกิจดี ความเป็นอยู่ดี"

เมื่อเรื่องราวจบ หญิงไทยผู้เฝ้าดูแลอดนึกขำไม่ไหว ปราชญ์หนุ่มใหญ่ก็ทำหน้าตกตะลึงกับเรื่องราวมันมีความสุขในตอนจบ จะให้เอาเรื่องนี้ไปใช้กับหมู่บ้านก็เกินไป

ท่านคุณหลวงยิ้มกว้าง "คุณลองทำแบบนี้ดู"

"จะบ้าเรอะ"

เรื่องที่จะปรึกษาความลำบากของชาวบ้านได้จบไป ป๋าวิชัยในสภาพตอนเช้าที่แต่งตัวด้วยเสื้อไหมอิตาลีสีขาวเปร่งออร่าออกมาให้บริพารยกมือไหว้กันเป็นแถว เหมือนระบบลูกโซ่ต่อกันอย่างเร็ว

บริพารคนหนึ่งเข้ามานั่งก้มกราบขออนุญาติปรึกษาเรื่องราว ท่านคุณหลวงสั่งให้ลุกขึ้น "มีอะไร"

"ทางราชการขอให้ท่านเดินทางไปตรวจปัญหา ณ เมืองปิรามิดที่อยู่ฝั่งตะวันออก"

ป๋าวิชัยทำหน้าประหลาดใจนิ่งไปสักครู่ " ไอยคุปต์ "

" คำสั่งจากสุริยเทพรา ผู้ซึ่งแปลงกายเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอาณาจักรไอยคุปต์ขอให้ท่านเดินทางไปพบ"

ความจริงหรอ ท่านคุณหลวงรู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรในโลกใหม่ ที่โลกเดิมไม่เคยมีเรื่องราวให้ทำภารกิจใหญ่โตไปกว่าตรวจสอบเอกสารและอ่านหนังสือหลายๆเล่ม

"ตามตำนานเล่าว่าสมัยยุคสุริยเทพราเป็นฟาโรห์ปกครองเป็นยุคทองเลยทีเดียว ถ้าโลกนี้มีเรื่องราวให้เจอ ตายล่ะข้าพเจ้ารู้ว่าตำนานนั้นเทพราต้องต่อสู้กับมังกรหรืออสรพิษขนาดยักษ์ พวกเจ้าไปเรียกระดมพลให้พร้อม อาวุธที่จะนำไปใช้ต้องทรงพลานุภาพ ไม่งั้นพวกเราจะต่อกรกับปีศาจอสรพิษไม่ได้"

"แต่ปัญหาที่เทพราขอให้ไป ไม่เกี่ยวกับการต่อสู้อะไรหรอกครับ" บริพารกล่าวเตือนความตื่นตูมให้คุณหลวงศศิน ใจแกก็สงบลงได้

คุณหลวงศศินออกจากวัง เดินทางโดยรถม้าในตำนาน บริพารใช้ขากระทุ้งเอวม้า ม้ามันก็วิ่งออกแล้วคุณหลวงก็อยู่ไม่นิ่งข้างใน "เดินธรรมดาก็ได้ ดันไปทำให้มันวิ่งทำไมฟะ"

ม้าเบรคอย่างแรง ร่างหนึ่งกระเด็นไปปะทะกับบริพารที่นั่งบนม้า ก็ปลิวไปทั้งคู่ บาดเจ็บโดยที่เจ้าม้าหยุดวิ่งแล้ว สติของคุณหลวงกลับมาก็ลืมตาทั้งๆที่ร่างกายยังฟุบทับใครอีกคน

"นี่ม้ามันวิ่งเร็วขนาดว่าถึงไอยคุปต์แล้วเหรอ ออใช่นี่มันโลกแฟนตาซี"

ชาวพื้นเมืองอียิปต์ผู้มีต้นกำเนิดจากหยดเหงื่อ หยดน้ำที่ไหลจากพระเนตรสุริยเทพ ผู้เป็นชาวเผ่าเป็นๆมาต้อนรับสู่ไอยคุปต์ พาเดินเข้าไปตามทางกว้างๆ สองทางมีปิรามิดห่างๆขนาบไว้ เมื่อถึงปราสาทคุณหลวงก็ได้เข้าพบอำมาตย์ประจำปราสาทถือกระดาษปาปิรัสมาอ่าน "ท่านสุริยเทพรามีคำสั่งให้เข้าไปในปิรามิดกีซ่าซึ่งเป็นปิรามิดที่เก่าและใหญ่ที่สุดทางนั้น"

คุณหลวงมีคำถามที่ต้องถามเอาคำตอบ " เข้าไปทำอะไรในนั้น "

"สู้กับเจ้ามัมมี่ผ้าสีคราม มันเฝ้าสมบัติอยู่ในปิรามิด" อำมาตย์บอกเหตุผลของภารกิจที่ต้องทำ

"ว่าไงนะ ให้ข้าพเจ้าไปสู้กับมัมมี่ผ้าสีคราม แล้วข้าพเจ้าจะทำยังไง"

"เรื่องนี้บอกไม่ถูก ตอนที่ท่านสุริยเทพราเข้าไปสู้แล้วสู้ไม่ได้ ก็ทรงกลับมาอย่างไม่บาดเจ็บพระกายใดๆ ไปพ่ายแพ้มา เอาล่ะข้าขอให้ท่านศศินเดินไปที่นั่น ทางเข้ามืดๆนั่นผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะพบคบเพลิงส่องสว่าง ข้างในเต็มไปด้วยโลงมัมมี่ ขอให้เดินทางปลอดภัย"

คุณหลวงก็ได้มองหน้าบริพารเพื่อค้นหาคำตอบจากสายตา ทั้งคู่ดูขี้ขลาดขึ้นมาทันทีที่อำมาตย์ประจำปราสาทเดินออกไปแล้ว

"เฮ้ย เก็บภารกิจไว้ ใช้เวลาเที่ยวดีไหม"ท่านคุณหลวงศศินถามเอาความเห็นเพื่อพักผ่อนให้สบายใจ

"ก็ดีนะครับ แต่ท่านต้องเสร็จภารกิจในวันนี้ด้วยนะครับ อย่าลืมนะ"

พวกเขาเดินทางรถม้ามายังตลาดไอยคุปต์ มีชาวโรมันนั่งจิบกาแฟในร้านคาเฟ่ นักดนตรีแจสชาวอเมริกันพรมนิ้วบรรเลงบนแป้นเปียโนออกมาเป็นเพลงที่โดดเด่น คุณหลวงสะกิดหลังบริพารบนรถม้าว่า "เคยเห็นมั้ย นั่นเขาเรียกเปียโน ท่าทางแถวบ้านเรามีแต่ระนาด ฉิ่งฉาบ ฆ้องวง"

"และขิมด้วยใช่มั้ยครับ"

"อันนั้นของจีนนะ"

และก็ถึงร้านเครื่องเขียนก็จอดรถม้าเอาไว้ใต้ต้นปาล์ม ใต้ต้นปาล์มนับว่าดีที่มีหญ้าพอจะให้ม้าเล็มหญ้าได้อิ่มๆ

บริพารก็ตามหลังมานึกสงสัยว่าทำไมท่านศศินให้ความสนใจกับร้านนี้ แต่เข้ามาดูก็พอจจะรู้และเข้าใจศศินได้ว่าแกชอบงานเขียน ก็ตามไป เหลือบด้านข้างเห็นกองปาปิรัสเปล่าๆ แต่ศศินไม่ได้มาสนใจซื้อกระดาษ แกมาถามเจ้าของร้านชาวอินเดียนแดงว่า "มีคู่มือปราบมัมมี่ไหมครับ"

อินเดียนแดงหน้าเป็นสีแดงเลือดฝาดก่อนจะให้คำตอบออกไป "มัมมี่คือศพไม่ใช่หรือ มัมมี่คือสิ่งที่เสียชีวิตไปแล้วหนิ ไม่ต้องสู้อะไร ตำราก็ไม่ได้มีเรื่องปราบมัมมี่"

เออ ก็จริงของอินเดียนแดง แต่เมื่อศศินและบริพารออกมาแล้วก็ยืนแข็งทื่อ เพราะเห็นปิรามิดกีซ่าข้างหน้า ม้ายังคงเล็มหญ้าอย่างสบายใจ ผิดกับพวกเขาที่ตัวสั่นกลืนน้ำลายไม่ลง

"ได้เวลาแล้ว" คุณหลวงศศินเตรียมตัว บอกให้บริพารกล้าหาญเข้าไว้

ทั้งคู่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ยืดอกขึ้นเหมือนผู้มีพลัง ก้าวขานำพาตัวเองไปสู่ทางเข้าที่มืดมิด

ในชั่วขณะที่ทั้งสองย่างก้าวในทางเดิน คุณหลวงศศินเหงื่อท่วมกายกับความกดดันนี้้ และแสงสีขาวเล็กๆเป็นจุดด้านหน้าที่แสดงว่าเขามาถึงเป้าหมายข้างในแล้ว อีกนิดๆ และทั้งรอบกายก็ได้สว่าง ท่านคุณหลวงหายใจเอาสมาธิก็หันไปหาบริพาร แต่เอ๊ะ หันไปแล้วดูท่าทางบริพารจะไม่อยู่

ก็เจ้าบริพารคงก้าวเท้าในที่มืดระหว่างทาง ด้วยความกลัวเลยหันกลับหนีไปแล้ว ใช้ไม่ได้เลยจริงๆคุณหลวงคิดเช่นนั้น

กลับมาจุดที่สว่างไสว สายตาคุณหลวงเพิ่งมาจับจ้อง โลงมัมมี่เรียงรายเป็นระเบียบ

มัมมี่ตนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้ในห้องสว่าง มัมมี่ผ้าสีคราม มันเฝ้าสมบัติอันล้ำค่าที่ขนาดว่าสุริยเทพราไม่สามารถเอาชนะและนำสมบัติกลับมาได้

ความเงียบงันปกคลุม บรรยากาศแปลกๆ ในนี้ศศินรู้สึกต้องหันตัวมามองเจ้ามัมมี่ผ้าสีคราม ตรงตามีแสงสีโลหิต เห็นนิ่งเฉยนานแล้ว เอ่ยปากชวนคุยได้ไหม ก็กล้าๆกลัวๆเสี่ยงดู

"ข้าพเจ้ามาเพื่อสู้กับท่านตามคำสั่งสุริยเทพรา"

มัมมี่หัวเราะเบาๆ หึหึ สองแขนกอดอก ไม่น่าเชื่อว่านี่คือมัมมี่ที่ท่านผู้นำได้พ่ายแพ้

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" มันหัวเราะดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง "เจ้าจะมาสู้เหรอ โอเค"

มัมมี่ลุกไปหากล่องสมบัติที่ทำจากทองคำแท้ แต๊ะอั๋งกล่องสมบัติด้วยศอกเหมือนที่ชายหลงตัวเองได้โอกาส มันส่งเสียงวิ้ดที่ปาก เสียงสัญญาณเรียกใครสักคนที่แอบซ่อนตัวอยู่

"มาแล้ว" ผู้ชายคนหนึ่งส่งเสียงออกมาจากทางเดินมืด

ปรากฏว่า คือ เจ้าบริพารที่มากับคุณหลวงศศินนั่นเอง

ยังไงก็รู้สึกตะลึง คุณหลวงไม่รู้ไม่นึกว่าคนของแกจะเป็นลูกน้องเจ้ามัมมี่

"เจ้าเปิดเผยตัวตนออกมาซิ" เจ้ามัมมี่ผ้าครามออกคำสั่งให้บริพารที่หักหลังคุณหลวงแปลงกาย

บริพารหมุนหนึ่งรอบ ภาพที่คุณหลวงเห็นนั่นกลายเป็นมัมมี่ผ้าเทา

เหตุการณ์นี้จู่ๆก็พลิก เมื่อมัมมี่ผ้าเทาดิ้นไปมาบอกว่า "มองไม่เห็นอะไรเลย เพราะผ้ามันปิดทั่วศีรษะ"

"เอ้ย ไอ้บ้า" มัมมี่ผ้าครามพูด "จับแกไปลงโลงให้ตายเลยดีไหม"

"เจ้าจะให้ข้าสู้วิธีใด" คุณหลวงที่ได้สติต่อปัจจุบันหันความสนใจมาที่มัมมี่ผ้าสีคราม

"ตอบคำถามของข้า" มัมมี่เจ้าปัญหานั่งลงบนเก้าอี้ที่มีรูระบายจำนวนมาก

ปูด

"บอกได้ไหมว่าข้าผายลมทางรูไหน"

"ง่ายๆ ถ้าไม่โดนหลอก ก็ทางรู.......ตูดไง !"

คำตอบมันถูกต้อง คุณหลวงศศินมั่นใจในตัวเองมาก มัมมี่ช็อค เพราะไม่เชือเรื่องการตอบคำถามกวนโอ๊ยจะถูกต้องในรอบเดียว "ไม่จริงน่า ข้าต้องยอมมอบสมบัติจริงๆเรอะ"

"นี่อะนะ ที่ท่านผู้นำพ่ายแพ้กลับไป" คุณหลวงศศินกำลังคำนึงคำตอบ

มัมมี่ช็อค ตัวมันแข็งทื่อเป็นท่อนเหล็ก มันนิ่งไปแล้ว คุณหลวงเดินผ่านไปเปิดกล่องสมบัติ

ข้างในนั่นก็คือ คู่มือทำขนมบุหลันดั้นเมฆ ท่านศศินคงงงงวยต่อสิ่งที่พบเจอน่าดู "สมบัติที่ต้องการคือสิ่งนี้ ใช่หรอ"

บริพารที่เป็นมัมมี่ยังคงดิ้นไปมากับพื้น ท่านศศินเดินผ่านใช้ปลายเท้าเตะกลางตัวมัมมี่ทีมัมมี่ก็เงียบสงบลง

ระหว่างทางเดินที่มืดจนถึงปากทาง เจ้าม้ามันมายืนรออยู่ตรงทางเข้าปิรามิดกีซ่าเลยทีเดียว แต่ใครจะขับรถม้าไปส่งก็ไม่มีบริพารแล้ว แกตัดสินใจขี่ม้าด้วยตัวเองไปปราสาทไอยคุปต์

ในเวลาต่อมา

อำมาตย์เดินรวดเร็วออกมาให้การต้อนรับ ดึงสมบัติไปจากมือคุณหลวง แล้วโบกสมบัติไปมาให้บริพารของปราสาทดู "เราได้มาแล้ว"

"เอ่อ เอาไปทำอะไรครับ"คุณหลวงที่ยังสงสัยถึงสมบัติชิ้นนี้ก็ถามออกมา

"เราจะได้ให้เชฟเรียนรู้ทำขนมของชาติไทยชนิดนี้ ไว้เสี่ยงทายชะตาชีวิต"

คุณหลวงหน้าบึ้ง ถอนหายใจ กับความคิดความต้องการของไอยคุปต์

และผลการใช้ก็คือ บางที่สีเหลืองสวยก็โชคดี และหลายที่สีเหลืองก็ไม่สวย ก็จะสร้างใหม่ให้สวย แต่เพราะศักดิ์สิทธิ์จริงหรือเปล่า ว่าการดัดแปลงแก้ไขไม่ได้รับความสุขในชีวิต

คืนนั้นที่พระราชวังของบุหลันดั้นเมฆ คุณหลวงค้นกระดาษ หนังสือต่างๆ เขาค้นแล้วก็ไม่เห็นมีที่ไหนบันทึกว่าไอยคุปต์นับถือบุหลันดั้นเมฆของไทย

โลกแฟนตาซีจริงๆ=================================

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา